เมื่อวันที่ 6-7 ตุลาคม 2555 ด้วยการนำขององค์พระจิตเจ้า คุณแอนโทนี่ หว่อง วิทยากรชาวมาเลเซีย ได้นำพระพรขององค์พระคริสต์เจ้า มาให้สัตบุรุษหนองบัวลำภูในการบรรยายชีวิตจิต 4 ประการที่พระประทาน มีเด็กนักเรียนคำสอน เยาวชน และผู้ใหญ่ เข้ารับฟังการบรรยาย สิ้นสุดการบรรยาย คุณแอนโทนี่ได้แบ่งปันพระพรการรักษาโรคและรับประสบการณ์ชีวิตฝ่ายจิตที่พระตรัสกับเราโดยผ่านวิทยากรท่านนี้
วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ปาฎิหารย์แห่งรัก
เป็นโอกาสดีที่เดือนตุลาคม คริสตชนวัดอัครเทวดามีคาแอล หนองบัวลำภู จะนำรูปแม่พระไปสวดที่บ้านให้แม่พระได้อวยพรครอบครัวของผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น อาศัยความรัก ความศรัทธาที่เรามีโดยการสวดสายประคำแม่พระ เพราะการสวดสายประคำอันนี้เอง ที่ทำให้ชีวิตของเราได้รับปาฎิหารย์ในการช่วยเหลือของพระแม่ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป มุมเล็กๆของสารวัดฉบับนี้ ขอนำเสนอปาฎิหารย์แห่งพระหรรษทานของแม่พระ ..
สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ดิฉัน สกอลัสติกา จิรวรรณ ผิวเหลือง
“วันทามารีย์เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน พระเจ้าสถิตกับท่าน ผู้ได้รับพระพรกว่าสตรีใดๆ…”เมื่อผู้อ่านได้ยินบทภาวนานี้ เชื่อว่าทุกท่านต้องนึกถึง “แม่พระ” ซึ่งแตงก็เป็นคนหนึ่งที่เมื่อตกในภาวะเสี่ยงต่างๆ หรือต้องเริ่มภารกิจที่สำคัญ ก็มักจะนึกถึง “บทวันทามารีย์” เสมอ
เหตุการณ์ที่จะเล่าถึงนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวแตงเอง เมื่อ 2-3 ปี ก่อน ในเช้าวันอาทิตย์ทุกอย่างดูเป็นปกติ แตงตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวเข้าพิธีมิสซาเหมือนทุกๆวันอาทิตย์ เมื่อถึงเวลา 08:30 น. ถึงเวลาเริ่มพิธี ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ รวมถึงร่างกายและจิตใจของแตงก็ปกติ ร่างกายสามารถทำงานได้ปกติ เหมือนเช่นทุกวัน สามารถร้องเพลงในพิธี ตอบรับในพิธีได้อย่างสบาย ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่…เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็ได้เกิดขึ้น เมื่อพิธีมิสซาดำเนินไปจนถึงช่วงรับศีลรู้สึกเหมือนตัวชาไปทั้งตัว มือไม่มีเรี่ยวแรง ตาพล่ามัว มองไม่เห็น ในขณะนั้นเองพยายามลืมตา เพื่อมองไปยังรูปพระเยซูซึ่งอยู่หน้าพระแท่น แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ณ ตอนนั้นคิดว่าเราเองต้องตาบอดแน่ๆ ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย จึงได้เพียงภาวนาในใจอย่างช้าๆ ด้วยบทข้าแต่พระบิดา.. แต่ก็ไม่สามารถที่สวดจนจบได้ เพราะร่างกายไม่ไหวจริงๆ จึงตั้งใจใหม่อีกครั้งด้วยการเริ่มสวดบทวันทามารีย์..พร้อมกับค่อยๆหายใจเข้า-ออกช้าๆ เมื่อสวดจบตาก็เริ่มสว่างขึ้น มองเห็นได้บ้างพอลางๆ และเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง จึงฝืนร่างกายของตน ก้าวออกไป
จากที่นั่ง เพื่อไปรับศีลมหาสนิท แล้วกลับมาคุกเข่าสวดบทวันทามารีย์อีกครั้ง เมื่อสวดจบทุกอย่างเริ่มเป็นปกติ จึงแอบคิดในใจว่าเกือบไปแล้วนะเรา เกือบตาบอดแล้วนะสิ แต่ก็คิดว่า...ถ้าต้องตาบอดจริงๆ ลูกก็ยินดีรับถ้านี่คือความต้องการของพระเป็นเจ้า นี่จึงเป็นอัศจรรย์จากความเชื่อที่มีต่อแม่พระและเป็นวันอาทิตย์ที่ตราตรึงในความทรงจำแห่งความเชื่อของแตงจนถึงปัจจุบัน… ...แตง..
สารจากคุณพ่อเจ้าอาวาส
การดำเนินชีวิต มีหลายครั้งที่เราต้องประสบปัญหากับอุปสรรคต่างๆ หรือความคิดน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ชีวิตของตนเองเทียบกับคนอื่นไม่ได้ และทุกครั้งก็จะมีคำถามที่ฉุกคิดขึ้นว่า ทำไมสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นกับฉัน แต่เวลานี้เราอยากจะให้คุณได้มองตนเองให้เป็นความว่างเปล่า หากพระเจ้าจะทรงต้องการที่จะตรัสถามอะไรกับเราบ้าง พระองค์คงไม่ปรารถนาที่จะตรัสถามถึงสติปัญญาความสามารถของเรา และพระองค์จะไม่ทรงมองดูความงดงามบนใบหน้าของเราด้วย แต่คำถามของพระองค์ที่จะมาถึงเรานั้น จะเป็นการถามที่จะมุ่งทดสอบจิตใจของเรา มากกว่า ดังนั้น คำถามของพระองค์จึงเป็นคำถามที่สั้นๆเข้าใจง่าย ตรงประเด็นและเจาะลึกถึงส่วนที่เร้นลับที่สุดของชีวิตเรา ทั้งนี้เพื่อช่วยเราให้ได้ตรวจสอบการเดินทางของชีวิตฝ่ายจิตและนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตของเรา
“ กับ 15 คำถามที่พระเจ้าไม่ปรารถนาจะตรัสถามเรา ”
1.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า ขับรถยี่ห้ออะไร แต่พระองค์จะตรัสถามเราว่า “ คุณได้ช่วยคนที่ไม่มีรถไปในจุดหมาย ปลายทาง กี่คน ”
2.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า บ้านคุณใหญ่โตขนาดไหน แต่พระองค์จะตรัสถามเราว่า “ คุณได้ต้อนรับบุคคลที่เข้ามาในบ้านกี่คน ”
3.พระองค์จะไม่ตรัสถามถึง เสื้อผ้าแบรน์เนมแต่พระองค์จะตรัสถามเราว่า “ คุณได้บริจาคเสื้อผ้าให้กับคนยากจน หรือยัง ”
4.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า คุณมีฐานะอะไรในสังคม แต่พระองค์จะตรัสถามว่า “ คุณได้แสดงพฤติกรรมอย่างไรกับผู้อื่น ”
5.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า คุณมีทรัพย์สมบัติมากน้อยแค่ไหน แต่พระองค์จะตรัสถามว่า “ คุณถูกทรัพย์สินเหล่านั้นครอบงำชีวิตของคุณหรือไม่ ”
6.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า เงินเดือนเท่าไหร่ แต่พระองค์จะตรัสถามว่า “ คุณได้รับเงินเดือนนั้นด้วยความซื่อสัตย์และ ด้วยน้ำพัก น้ำแรงของตนเอง หรือไม่ ”
7.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า เราต้องทำงานพิเศษวันละกี่ชั่วโมง แต่พระองค์จะตรัสถามว่า “ คุณทำสิ่งนี้เพื่อครอบครัวและคนที่คุณรักหรือไม่ ”
8.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า เราได้รับการเลื่อนตำแหน่งกี่ครั้ง แต่พระองค์จะตรัสถามว่า“คุณได้ยกย่องคนอื่นอย่างไร ”
9.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า ตำแหน่งของเราคืออะไร แต่พระองค์จะตรัสถามว่า “ คุณได้ทำงานในหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดหรือไม่ ”
10.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า เราได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือตนเองบ้างแต่จะถามว่า“คุณได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ”
11.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า คุณมีเพื่อนกี่คน แต่จะถามว่า “ คุณเป็นเพื่อนที่ดีกับคนอื่นกี่คน ”
12.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า คุณได้ทำอะไรเพื่อปกป้อง สิทธิของตนเอง แต่จะถามว่า “ คุณได้ทำอะไรเพื่อปกป้องสิทธิของคนอื่น ”
13.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า คุณพักอาศัยอยู่ที่ไหน แต่จะถามว่า “ คุณได้เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อคนอื่นหรือไม่ ”
14.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า ผิวของคุณสีอะไร แต่จะตรัสถามว่า “ อุปนิสัยของคุณเป็นเช่นไร ”
15.พระองค์จะไม่ตรัสถามเราว่า การกระทำของคุณได้สอดคล้องกับคำพูดของคุณกี่ครั้ง แต่จะตรัสถามว่า “ มีกี่ครั้งที่การกระทำของคุณไม่สอดคล้องกับคำพูด ”
และนี่คือคำถาม 15 ข้อ ที่ถึงแม้ว่าพระองค์อาจจะตรัสถามแก่ผู้อื่น แต่เราทุกคนก็ควรจะคิดว่า..พระองค์ทรงตรัสกับเราด้วยเช่นเดียวกัน และหากเป็นเช่นนั้นจริง เราจะตอบคำถามของพระองค์ ที่มาถึงเราโดยตรงนี้ได้อย่างไร? นี่เป็นคำถามที่เราทุกคนจะต้องตอบ ไม่ใช่คำถามที่ต้องการความรู้ แต่เป็นคำถามที่เกี่ยวกับชีวิตจิตวิญญาณของเราที่จะต้องตอบคำถาม15 ข้อนี้ให้ได้ เมื่อเราตอบคำถามนั้นได้ ชีวิตของเราก็จะไม่ว่างเปล่าและจะถูกเติมเต็มด้วยการประพฤติปฎิบัติของเรา โดยอาศัยพระหรรษทานของพระที่จะทรงช่วยให้เราได้พยายามทำคำตอบนั้นให้ดีที่สุด
บางครั้งพระเจ้าก็ทรงต้องการที่จะให้เราก้าวต่อไปข้างหน้า เป็นการดีที่เราจะเรียกหาพระเจ้า และรอคอยพระองค์ แต่เมื่อพระเจ้าตรัสกับเราว่า “จงไป” นั่นก็คือ ถึงเวลาที่เราจะต้องไป และทำในสิ่งที่พระองค์ต้องการให้เราทำ...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
